ฉันไม่รู้จะเริ่มเล่าอย่างไรค่ะ 
... 
ตอนนี้ฉันเจอปัญหาหนึ่ง ที่คิดว่ามันก็เป็นปัญหาสำคัญในชีวิตนะคะ 
เป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ค่ะ
ไม่รู้จะแก้ไขยังไงแล้วค่ะ เลยต้องเขียนขึ้นมาในเอนทรี่นี้
...
ตอนนี้ฉันเรียน อยู่ ปี1 คณะวิทยาศาสตร์ ของ ม. แห่งหนึ่งค่ะ 
และฉันก็มาค้นพบว่า จริงๆแล้ว ไม่ได้ชอบเรียนอะไรแบบนี้เลย 
แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันหลอกตัวเองมาโดยตลอด ว่าชอบเรียนเคมี 
ตอนอยู่ ม.ปลาย ฉันมักจะพูดกรอกหูตัวเองทุกวันว่าชอบเีรียนเคมี 
 
จนวันหนึ่ง.. ฉันดันสอบติดโครงการพิเศษ ของคณะวิทย์ฯแห่งนี้ขึ้นมา 
ฉันตัดสินใจ ตอบรับโครงการนี้ไป .. โดยคิดไปว่า ฉันก็ชอบมันอยู่แล้ว คงเรียนได้ดี 
ฉันสอบติดกับเืพื่อนอีกคนหนึ่ง แต่เพื่อนคนนี้ สละสิทธิ์ไปแล้วค่ะ
ตอนนี้เพื่อนคนนี้ ได้เรียนอยู่คณะที่เค้าชอบอย่างมีความสุข 
 
ก่อนที่จะได้เข้าเรียน .. จะีค่าย สำหรับ นศ. โครงการพิเศษ(ซึ่งก็มีแต่คนเก่งๆ)
เพื่อปรับพื้นฐานทางการคิด และทักษะทางด้านการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ..
ทันทีที่ได้เข้าค่าย อยู่ในค่ายปุ๊บ ฉันรู้ในตอนนั้นว่า
ไม่ได้อยากเรียนอะไรแบบนี้เลย เราเรียนต่อไปไม่ไหวแน่ๆ
ในค่ายก็จัดเป็นกลุ่มๆ เวลาคนในกลุ่มปรึกษากัน
ฉันไม่มีบทบาทอะไรเลยค่ะ ฟังที่คนในกลุ่มพูดไม่รู้เรื่องเลย
..
ฉันทนไม่ไหว จึงพูดกับเพื่อนที่นั่งข้างๆ ว่า "ฉันไม่อยากเรียนอะไรแบบนี้แล้ว"
เพื่อนคนนั้นก็บอกว่า ใจเย็นๆ ยังไม่ได้ลองเข้าไปเรียนเลย 
 
..
มันก็เป็นความผิดของฉันเองล่ะค่ะ .. ฉันเป็นคนเลือกที่จะเรียนมันเอง
ในตอนนี้ฉันก็ต้องยอมรับผลที่เกิดขึ้น 
 
ตอนแรกก็คิดว่าจะต้องทนเรียนมันได้ .. 
คิดไปแบบนั้น.. แต่การเรียนในมหาวิทยาลัยนั้น ไม่ง่ายเลยล่ะค่ะ 
คะแนนทั้งหมดมาจากการสอบ 
ซึ่งฉันก็ทำออกมาได้ไม่ดีเลย .. 
ฉันไม่ได้อ่านหนังสือเลยล่ะค่ะ ตอนสอบกลางภาค(มิดเทอม)
 
..
เวลาก็ผ่านมาเนิ่นนานพอสมควร 
ตลอดเวลาที่ผ่านมาฉัน ..รู้ตัวเลยค่ะว่า ตัวเอง เรียนแบบไม่มีความสุขเลย 
ไม่ชอบเลยที่เป็นแบบนี้
มันทรมานน่ะค่ะ ความรู้สึกแบบนี้ฉันเพิ่งเข้าใจ
..
แล้วฉันจะทำอย่างไรต่อไปดี
ฉันค้นหาตัวเองอีกครั้ง หลังจากที่รู้ว่าสิ่งที่ฉันชอบมาตลอด แท้จริงแล้วไม่ใช่ความฝันของฉันเลย
ฉันหาข้อมูล..ในตอนแรกนั้น ฉันก็ไม่รู้ว่าถ้าไม่เรียนคณะนี้จะเรียนอะไรได้
.. ก็ฉันจบสายวิทย์มา .. จะเรียนไปทางภาษาญี่ปุ่น (มนุษยศาสตร์) ก็ไม่ได้
(ความรู้ที่มีตอนนี้ยังระดับพื้นฐานเบื้องต้นอยู่เลย)
จะเรียนไปทางวาดภาพ (ทักษะในการวาดภาพ ยังน้อยมาก .. ลงแสงเงาอะไรยังงี้ก็ไม่ได้)
แต่ถ้าถามถึงความสุขกับการที่ได้ทำ.. ฉันคิดว่า ฉันมีความสุขกับการวาดภาพและอ่านหนังสือมากที่สุด  
 
..หลังจากที่ใช้เวลาประมาณสองถึงสามวัน หาข้อมูลไปเรื่อยๆ ฉันก็รู้ว่า 
ตอนนี้อยากจะทำอยู่สองอย่าง 
1) อยากแปลหนังสือ ..
2) อยากวาดภาพประกอบหนังสือ.. 
 
ฉันก็ไม่รู้นะว่า นี่จะใช่สิ่งที่เรียกว่าความฝันของฉันหรือเปล่า อาจจะเป็นอย่างอื่นก็ได้
แต่ฉันรู้ว่าฉันอยู่กับหนังสือทั้งวันหนังคืนได้ .. ฉันสนใจในวรรณกรรมองญี่ปุ่นมากๆ และก็อยากจะอ่านออก 
ตอนนี้ก็เลยไปสมัครเรียนภาษาญี่ปุ่น ฉันก็เรียนมาได้ซักระยะหนึ่งแล้วค่ะ 
 
..
พอคิดว่าตัวเองอยากจะทำอะไรในอนาคตแล้ว มีภาพสองอย่างผุดขึ้นมาในหัว
คือ 1) ภาพของนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังค้นหา วิจัยอะไรบางอย่าง เป็นภาพที่คิดแล้วไม่มีความสุขเอาซะเลย กับภาพที่ 2) ภาพของคนธรรมดาคนหนึ่งที่กำลังนั่งแปลหนังสืออยู่ในร้านกาแฟ .. สีหน้าของเขายิ้มอย่างมีความสุข เขาได้วาดภาพประกอบหนังสือ..  เป็นภาพที่คิดแล้วมีความสุข อยากให้เกิดขึ้นมาจริงๆ
 
ฉันพอรู้แล้ว
ว่าตัวเองจะเรียนอะไร .. ที่มันไม่ใช่คณะนี้ ที่ำกำลังเรียนอยู่ 
แต่ ตอนนี้ฉัน จะบอกแม่ยังไง ดูแม่จะคาดหวังกับฉันไว้มาก  
ลูกของเพื่อนแม่ฉัน (รุ่นเดียวกันกับฉัน) สอบไม่ติด ม. ในปีนี้ ค่ะ แม่ก็บอกว่า "แย่เลยเนอะ เค้าจะเสียเวลาไปตั้งปีหนึ่งแหนะ" แล้ว แม่ก็ชอบยกประเด็นของรุ่นพี่แถวบ้านฉันที่ เขาซิ่วถึงสองครั้ง ..แล้วสุดท้าย ก็เรียนไม่จบและทำงานขายเครื่องสำอางค์
ทำนองว่า .แม่จะบอกเรา ไม่ให้ซิ่ว .. 
 
ฉันเคยเกริ่นๆกับแม่ ..แต่แม่ตัดสินใจเด็ดขาดเลยว่า ..ฉันไม่เหมาะกับทางด้านวาดภาพหรอก 
เหมือนแม่จะบอกว่า จบมาจะไม่มีงานทำ ที่จริงแล้วไม่ใช่เลย แม่ไม่เข้าใจ
"เห็นเค้าซิ่วกัน ก็อยากทำตามเค้างั้นเหรอ จะไปทำตามคนอื่นแบบนั้นไม่ได้นะ" แม่บอกฉันอยู่เสมอ 
"ถ้าอย่างนั้นจะทำอะไรก็ตามใจแล้วกัน" แม่ทิ้งท้ายด้วยประโยคนี้ซึ่งไม่รู้ว่าจริงๆแล้วจะเรียกว่าประชดหรือเปล่า 
 
ทุกวันที่แม่โทรมา..ฉันก็ได้แต่บอกไปว่ายังเรียนได้ ไหว .. 
แม่ก็บอกว่า ..นั่นสินะ ก็มันเป็นวิชาที่ลูกชอบที่สุดใช่มั้ย.. ลูกเลือกมันแล้ว ก็ต้องทำมันให้ดีที่สุดนะ .. เหมือนจะเป็นกำลังใจให้นะ แต่ยิ่งได้ยินยิ่งเจ็บปวดค่ะ 
คือ.. ใจของฉัน มันไม่อยู่ที่นี่แล้ว ไม่อยู่ที่คณะนี้แล้ว  
ฉันไม่รู้จะบอกแม่ว่ายังไงค่ะ 
ไหนจะพ่ออีก .. 
 
ทีแรกก็ปรึกษาเพื่อนค่ะ แต่เพื่อนก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก 
พวกเขาก็ได้แต่เพียงบอกว่า .. จะทำอะไรก็คิดให้มันดีๆนะ แต่เพื่อนก็บอกเสมอว่า ยอมรับในการตัดสินใจของเรา
ฉันไม่รู้จะทำยังไงจริงๆค่ะ ..
ตอนนี้ก็ใกล้สอบไฟนอลแล้วด้วย ฉันไม่มีกะจิตกะใจจะอ่านหนังสือเลยค่ะ 
 
..
ฉันไม่รู้จะเล่าให้ใครฟังแล้วค่ะ เลยหันหน้ามาพึ่งชาว Exteen
พูดตรงๆนะคะ เพื่อนๆในบล๊อกนี้ดีมากๆค่ะ ถึงแม้ฉันจะไม่รู้จักพวกเขา
ถึงแม้นานๆครั้งฉันจะมาอัพบล๊อกตัวเอง
แต่ก็มีคอมเม้นให้กำลังใจเสมอ
ยามที่ฉันมีปัญหา เื่พื่อนๆในนี้ ไม่เคยทอดทิ้งฉันค่ะ  
ขอบคุณทุกๆคนที่เคยแวะเวียนเข้ามานะคะ ..
ฉันอบอุ่นจริงๆค่ะ เวลามาพักใจที่บ้านหลังนี้ ..
ข้อมูลเกี่ยวกับคณะที่ฉันอยากเรียนต่อ ..
ฉันก็หาจากในเอ็กทีนนี่แหละค่ะ รวบรวมไว้ได้เยอะพอควร 
 
อ้อ.. แล้วฉันคิดไว้ว่าจะเรียนออกแบบนิเทศศิลป์ ลองศึกษาดูจากหลักสูตรแล้ว น่าจะเหมาะกับฉันที่สุดค่ะ .... 
 
ใครได้บังเอิญผ่านมาอ่าน ถ้ามีคำแนะนำช่วยแนะนำฉันหน่อยนะคะ
ขอบคุณมากๆเลยค่ะ 
 
ฉันจะต้องเชื่อมั่นตัวเองให้มากกว่านี้ ..และก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคงให้ได้ค่ะ ..
เป็นกำลังใจให้ฉันด้วยนะคะ  
 
...
กานต์  Money mouth
 

edit @ 20 Sep 2011 23:09:59 by คานะคุง..

edit @ 14 Dec 2011 06:35:52 by คานะคุง..

Comment

Comment:

Tweet

ตอนนี้อยู ม.5 ใจจริงอยากเรียนภาษาจีน อต่แม่อยากให่เรียนคอมธุรกิจมากกว่า จริงๆแล้วก็ชอบอะไรที่เกี่ยวกับคอมนะ แต่ว่าสิ่งที่ชอบและคิดว่าคือสิ่งที่เรารักจริงๆมันคือภาษาจีน ถามแม่ประจำว่า หนูอยากเรียนภาษาจีนนะ แต่แม่บอกว่าเรียนคอมธุรกิจหางานง่า่ยกว่า แต่พูดจริงๆ ถ้าเกิดเราไม่ได้เรียนภาษาจีน เราคงเสียใจไปตลอดชีวิต

#22 By nana (125.27.117.23) on 2012-01-11 19:51

สู้ๆนะ

#21 By por (49.49.104.62) on 2011-12-06 17:40

คิดว่าคุยกับคุณแม่ให้เข้าใจก่อนจะดีที่สุดคะ ได้รู้ความต้องการของตัวเองตอนนี้ยังถือว่าเร็วคะ บางคนเรียนจนจบแล้วยังหาไม่เจอก็มี มันจะเป็นสิ่งกำหนดชีวิตเราจากนี้ไปอีกนานนะคะ ถ้าไม่มีความสุขกับมัน มันก็ลำบากคะ เอาใจช่วยนะคะ big smile

#20 By Bluemood Manga and CG on 2011-11-07 07:12

Your own life is not your mother's
life.

You only live once.
Youth comes but once.

Why don't we just enjoy it?

I hope your dreams come true!!big smile

#19 By プゥームオーゥ (202.229.93.64) on 2011-10-11 12:59

ยินดีทีไ่ด้รู้จักนะค่ะ

อ่านแล้ว เราเข้าใจ.จขกท เลยละค่ะ

แต่จะบอกว่าปีหนึ่ง แล้วซิ่วไม่เสียเวลาเท่ากับ เราปล่อยเวลานั้นให้ล่วงเลยไปจนถึงปี3 แล้วมาซิ่วมันจะเสียเวลามากกว่าตอนนี้นะค่ะ

ถ้าเราไม่สบายใจ ทรมาน เราต้องบอกพ่อแม่นะค่ะ
ถึงเค้าจะว่าแต่ เชื่อเถอะว่า เขาต้องเข้าใจเราและรับฟังเราแน่นอน

เพียงแค่เราต้องกล้่าที่จะบอกเขาค่ะ

แล้วก็ ทำอะไรสักอย่างเพื่อยืนยันว่า เราตัดสินใจดีแล้ว เราตัดสินใจถูกแล้ว สู้!ให้เค้าเห็นค่ะ

คนเรามีความฝัน ถ้าเราทำตามฝันเราว่า มันดีกว่านะค่ะ

สู้ๆค่ะเป็นกำลังใจให้ค่ะ อย่าพึ่งท้อค่ะ


big smile

#18 By Seina on 2011-10-09 20:28

เราก็อยู่ ปีหนึ่งนะ
เรียนเพียวแมทอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง
บอกตรงๆว่าไม่ใช่สิ่งที่ใช่ที่สุดหรอก
เราก็แค่พอเรียนได้

จริงๆแล้วเราอยากออกมาทำงานเกี่ยวกับวรรณกรรม
งานหนังสือมากกว่า
แต่ด้วยความที่สมัยมัธยมเราไม่ตั้งใจเรียน
เราเลยไม่มีทางเลือกมากนัก

ถ้าจะซิ่ลก็ได้นะ ปีเดียวไม่เสียเวลาเท่าไหร่หรอก
ถ้าได้ทำในสิ่งที่รักจริงๆ เท่ากับเราเอาหนึ่งปีนั้นไปซื้อความสุขอีกทั้งชีวิต

แต่ตอนนี้ก็ทำปัจจุบันให้ดีก่อน
แล้วก็มองหาทางเลือกไปพลางๆ ว่าถ้าสมมติเราจะเปลี่ยนทางเดิน
เราจะเปลี่ยนไปเดินทางไหน
สามารถย้ายไปเรียนต่อปีสองในสาขาที่ต้องการได้หรือเปล่า

ก็ ยังไงถ้าไม่รังเกียจแอดเมล์เรามาคุยก็ได้นะ big smile
สู้ๆจ้า
ถ้าเป็นป้านะ ป้าจะเข้าหาผู้ใหญ่

เป็นใครสักคนที่พ่อ-แม่ท่านนับถือและเล่าปัญหาให้เขา

ฟัง และขอให้เขาช่วยเอาเรื่องนี้ไปคุยกับพ่อและแม่ให้ที

แต่เราต้องบอกกับผู้ใหญ่ที่จะไปบอกกับพ่อแม่ว่า..

เราไม่ให้บอกพ่อและแม่นะ เพราะไม่อยากให้

ท่าน เสียใจผิดหวัง เรายอมเสียใจผิดหวัง ปวดหัว ตัว

ร้อน คนเดียว เผลอๆอาจจะบ้าไปเลยก็ได้

แบบแผนซ้อนแผนอะไรงี้...เข้าใจป่ะ ถ้าพ่อแม่รู้ว่าเรา

ต้องทนฝืนใจขนาดไหน ท่านรักเรา ท่านอาจจะยอม

เปลี่ยนความคิดก็ได้..เสี่ยงเอา..

#9 By jeabjung on 2011-09-21 11:22

ขออนุญาตแทนตัวเองว่าพี่นะคะ

พี่เองก็เป็นเหมือนกับน้องเลยค่ะตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเรียนมหาวิทยาลัยในคณะที่ไม่ได้ชอบเลยสักนิด
จนถึงตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่และอาการรุนแรงขึ้นทุกวันๆเลยด้วย
อยากจะบอกว่าทนอยู่กับสิ่งที่เราไม่มีใจ ฝืนก็เหนื่อยนะคะ

ทุกวันนี้พี่ทนอยู่ด้วยความทรมานใจมากๆ
เรียนวิชาของคณะก็ไม่รู้เรื่อง เหมือนอาจารย์พูดคนละภาษา ไม่มีความสุข และไม่ได้ความรู้อะไรกลับมาด้วย
เข้าเรียนเพื่อให้อาจารย์เช็กชื่อและผ่านไปวันๆเท่านั้น
เพื่อนๆเค้าทำกิจกรรมของคณะอย่างสนุกสนาน
เราเองเมื่อไม่ได้มีใจให้กับคณะนี้ก็ไม่อยากจะทำอะไรสักเท่าไหร่
เมื่อเราไม่มีใจ พยายามเท่าไหร่ก็ไม่ดีเท่าสิ่งที่ทำจากใจหรอกค่ะ

ในเมื่อน้องยังมีความฝัน ทำมันให้เต็มที่เถอะค่ะ
ไม่ต้องสนผลลัพธ์ว่ามันจะเป็นแบบไหนหรอก
ให้ใจบันดาลแรงไป ทำทุกอย่างอย่างเต็มที่
พี่เชื่อว่ามันจะต้องได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า แลกกับความเหนี่ยที่เราแลกไปแน่นอน อย่างน้อยก็สุขใจล่ะ

เปลี่ยนใจตอนนี้ยังทันนะคะ
เวลาหนึ่งปีแลกกับเวลาทั้งชีวิตพี่ว่ามันคุ้มนะ
ถ้าอยากจะไปจากคณะที่ตัวเองไม่ชอบก็รีบไปเถอะค่ะ
อย่าฝืนทนอยู่เลย ยิ่งอยู่นานยิ่งบั่นทอนพลังขับเคลื่อนเราด้วยนะ
รีบซิ่วตอนที่ยังมีไฟอยู่ !!

เป็นกำลังใจให้นะคะ
อย่าให้เป็นเหมือนพี่ ที่เรียนอย่างไม่มีความสุขกับคณะที่ไม่ได้ชอบ และไม่กล้าซิ่ว

ไม่ว่าจะคณะไหนๆมันก็ไม่มีหลักประกันแน่นอนว่าจะมีงานทำร้อยเปอร์เซ็น อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น!!

ปล.พี่เรียนคณะเดียวกับน้อง ที่ม.ชื่อดังแห่งหนึ่งเหมือนกัน ตอนนี้เวลากำลังจะผ่านไปพร้อมความไม่ชัดเจนของชีวิตTT TT

#8 By 彡 Blah Blur on 2011-09-21 00:15

ไม่รู้จะช่วยได้รึเปล่านะคะ

แต่ก็ถ้ามั่นใจแน่ๆแล้ว ถ้าเป็นเราเราคงไปเรียนในสิ่งที่ชอบน่ะค่ะ เพราะมันจะอยู่กับเราไปทั้งชีวิตเลย (บางคนอาจจะไม่ แต่ส่วนใหญ่ตามที่เรารู้จักมาก็เป็นแบบนั้นนะคะ)

ลองคุยกับคุณพ่อคุณแม่ดูแบบนี้ว่า เราไม่มีความสุขจริงๆ รู้สึกว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เราชอบเลย

ส่วนเรื่องด้านวาดรูปเราว่านะคะ ตอนนี้ก็มีหลากหลายมากขึ้น แถมตอนนี้ยังเปิดกว้างกว่าแต่ก่อนเยอะเลยล่ะค่ะ ลองหาข้อมูลดูดีๆข้อมูลแน่นๆ แล้วไปคุยกับพ่อแม่ให้พวกท่านสบายใจมากขึ้นก็ดีนะคะ
ตอนนี้เราก็เรียนด้านวาดรูปค่ะ ตอนที่จะเข้าด้านวาดรูปแม่เราก็ไม่ค่อยสบายใจเหมือนกัน(ถึงจะไม่ค่อยพูดออกมาแต่ก็มองออก) เราก็คุยให้แม่ฟังเรื่อยๆว่าตอนนี้วงการศิลปะนี้มันเป็นยังไงบ้าง มันดีขึ้นแล้วนะ

จริงๆแล้วทุกอาชีพมันก็เสี่ยงหมดแหละค่ะ
ถ้าเราไม่เลือกงาน เราก็ไม่อดตายจริงไหมคะ?

ยังไงก็สู้ๆนะคะ ^^

#7 By F.I.N. on 2011-09-20 23:55

*ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวของเราล้วน ๆ นะคะ
อาจจะช่วยได้ หรืออาจจะไม่ได้เลย...*

ส่วนตัวเรามองว่าเปลี่ยนใจตอนนี้ก็ยังไม่สายนะคะ
แต่ในด้านของความฝันนั้น อยากให้ลองหาข้อมูลหลาย ๆ อย่างประกอบดูก่อนค่ะเพื่อความมั่นใจจริง ๆ ว่าเราไปทำแล้วจะไหว
ทางนี้พอจะเข้าใจทั้งที่แม่ไม่อยากให้ไปทางวาดรูป และซิ่ว และพอเข้าใจในจุดที่ไม่อยากฝืนตัวเองด้วย

ถ้ามองในมุมมองพ่อแม่ แน่นอนค่ะว่าเค้าอยากให้เรามีอนาคตที่มั่นคง
ดังนั้นงานวาดรูปบอกตรง ๆ ว่าค่อนข้างยากเหมือนกันกว่าเราจะไปถึงจุดที่ได้เป็นงานประจำได้ รวมถึงต้องใช้เวลาฝึกฝนเยอะด้วยค่ะ
บางคนก็ต้องฝืนวาด ทั้งที่ไม่อยากวาดอะไรแบบนี้เลยก็มี ต่อให้ชอบวาดรูปก็ตามล่ะนะคะ

ส่วนในเรื่องที่ฝืนเรียนในสิ่งที่ไม่ชอบอยู่นี่
อยากให้ลองถามตัวเองดูค่ะว่าเราไหวมั้ย
พยายามอย่าไปกดดันตัวเองนะคะ

ถ้าคิดว่ายังพอไหวอยู่ ก็ขอให้สู้ต่อไป
ยังไงที่จบออกมา ก็ใช่ว่าจะได้ทำงานตรงกับที่เรียนอยู่แล้ว
และงานวาดภาพประกอบ กับแปลหนังสือนี่เป็นงานที่เราสามารถหาเวลาฝึกฝนเอาเองได้ค่ะ
ระหว่างเรียน ก็สามารถเรียนเพิ่มเติมได้ด้วยตัวเอง
ไหน ๆ ก็เป็นอะไรที่เราชอบอยู่แล้ว ก็น่าจะได้ผ่อนคลายไปในตัวด้วย :)

ส่วนถ้าคิดว่าไม่ไหว ก็อยากให้ลองศึกษาหลาย ๆ อย่าง พิจารณาหลาย ๆ อย่างให้ถี่ถ้วนดูก่อนนะคะในเรื่องเส้นทางอนาคต
แล้วพูดกับพ่อแม่ อธิบายให้ท่านเข้าใจซะ
ว่าเราไม่ไหวจริง ๆ หรืออะไรก็ว่าไป
แล้วไปเลือกเรียนต่อในสิ่งที่ชอบละกันค่ะ

สุดท้ายก็ขอเป็นกำลังใจให้นะคะ
ปล. ส่วนตัวมองว่าฟังทุกความเห็นได้ค่ะ แต่ว่าอยากให้คำนึงถึงใจเราจริง ๆ ด้วยว่าสิ่งไหน จะดีที่สุด และเหมาะสำหรับเราที่สุดในตอนนี้ :)

#6 By Lavypoo on 2011-09-20 23:48

อยากแนะนำให้คุยปรึกษากับคุณแม่ให้คุณแม่เห็นใจเราก่อนเป็นอันดับแรกค่ะว่าเราเรียนไม่ไหวจริงๆ แล้วอยากจะลองเรียนในสิ่งที่ชอบดู ถึงเมื่อก่อนจะเคยชอบแต่ณ.ปัจจุบันมันไม่ใช่แล้วก็ต้องบอกเค้าค่ะ เพราะชีวิตเราเราต้องเป็นคนเลือกเอง คุณแม่ต้องคอยส่งเสริมเราอยู่แล้วค่ะ
เราจบสถาปัตย์ภาควิชานิเทศศิลป์ สาขาภาพยนตร์และวิดีโอของลาดกระบังค่ะ อยากจะบอกว่าสายงานหนักใช้ได้เลยนะคะด้านนิเทศน์เนี่ย ต้องมีวาดรูปดรออิ้ง เขียนฉากเขียนเปอร์ ต้องมีไอเดียใหม่ๆนำเสนอ เลยอยากแนะนำว่าถึงเลือกเรียนทางไหนก็ต้องจริงจังเสมอค่ะ และไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ
แล้วบางทีที่น้องคิดจะมาทางด้านวาดรูปกับแปลหนังสือนั้นถ้าเวลามันเป็นงานจริงๆแล้วมันจะไม่ได้สบายๆแบบที่น้องคิดนะคะ เพราะมันจะมีเดดไลน์งานแต่ละชิ้นด้วยในโปรเจ็คนั้นๆ เราต้องคิดด้วยว่าเดือนนึงเราต้องวาดกี่ภาพต้องแปลกี่หน้าถึงจะอยู่ได้ด้วยค่ะ เพราะงั้นจะไปด้านไหนขอให้จริงจังกับมันแบบสุดๆจะดีที่สุดค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ

#5 By amchan on 2011-09-20 23:46

ม.6เหมือนกันค่ะ อ่านแล้วเอาใจช่วยมากๆเลย
แล้วก็คิดถึงตัวเองด้วย...

ถ้าถามเรา เราคงตอบแบบไม่ลังเลว่าความสุขของตัวเองมาก่อน
อาจจะดูเห็นแก่ตัว แต่เพราะว่าตอนขึ้นม.ปลาย
เคยเลือกแผนการเรียนผิดมาแล้ว
รู้ซึ้้งเลยค่ะ ว่าการเรียนอะไรที่ไม่ชอบและไม่ใช่มันรู้สึกยังไง

เราไม่คิดว่ามันมีคำว่าเสียเวลา เพราะเวลานั้นถึงเราจะไม่ได้เรียนในมหาลัยแต่เราก็ทำอย่างอื่นที่ไม่ได้ปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยสูญเปล่า

ส่วนตัวเอง..ตอนนี้ก็ยังไม่มั่นใจเหมือนกันว่า
คณะที่กำลังจะเลือกเราชอบมันจริงๆมั๊ย
เป็นกำลังใจให้จขบ.ค่ะ เราเองก็จะสู้ๆเหมือนกัน 55

เรื่องวาดรูปลองหาที่เรียนพิเศษดูก็ดีนะคะ
มีเพื่อนแผนวิทย์ที่เปลี่ยนใจเข้าทางศิลปะ
เพิ่งไปเรียนพิเศษวาดรูปไม่กี่เดือนเอง
ตอนนี้เอนท์ติดเรียบร้อย big smile

#4 By mage on 2011-09-20 23:36

เพิ่งอยู่ปีหนึ่งเอง....ถ้าเปลี่ยนใจตอนนี้ยังทันอยู่...
ถ้าเราอยู่ในสถานการณ์นี้
เราจะเปลี่ยนไปเรียนสายที่ชอบค่ะ
เพราะถ้าฝืนเรียนต่อไปเราคงเครียดมากๆ
อาจส่งผลกระทบถึงจิตใจและอนาคตข้างหน้าได้
ทำให้อาจเรียนไม่จบ หรือ จบไปแบบไม่มีคุณภาพ
ปัญหาของจขบ.คงจะอยู่ที่คุณแม่แล้วล่ะค่ะ
ถ้าคุยกันแล้ว ถ้าท่านเข้าใจ ทุกอย่างคงราบรื่น
เป็นกำลังใจให้ค่ะbig smile

#3 By ❤NoRWAN❤ on 2011-09-20 23:36

เราเองก็เป็นแค่เด็กม.สี่ ไม่รู้จะแนะนำอะไรได้บ้าง
แต่อยากให้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบนะ
เลือกทางเดินแล้วใช่ว่าจะย้อนกลับไปไม่ได้

แต่ถ้าให้ออกมาแล้วเรียนปีหนึ่งในคณะที่ชอบใหม่ เราก็ว่าคงไม่ดีเท่าไหร่
คิดว่าน่าจะเรียนต่อไปอีกสักระยะนะคะ
บางที ถ้าเราเรียนไปอีก อาจจะรู้สึกชอบก็ได้..

เรื่องการแปล วาดรูป ก็น่าจะทำเสริมไปก่อน
อาจจะมีอะไรอีกหลายอย่างที่ผุดขึ้นมา และเป็นสิ่งที่เราชอบอีก
โลกนี้มีอะไรอีกมากมายที่เรายังไม่รู้จักอีกเยอะแยะ

บางทีระหว่างว่างๆ (หรืออาจไม่ว่าง) เพื่อให้แม่เห็นว่าคุณทำได้
ก็น่าจะลองฝึกปรือฝีมือวาดรูป ส่งไปให้สนพ. นะคะ
ทุกคนต้องลองลงสนามค่ะ
ถ้าแม่เห็นว่าคุณทำได้ อาจจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น
และคุณคงไม่ลำบากใจที่จะตัดสินใจเรื่องนี้อีก


เด็กม.สี่จะช่วยอะไรได้เนี่ย ฮ่าๆ
ขอให้ผ่านมันไปได้นะคะ ตัดสินใจดีๆ นะ :-)

#2 By sai* on 2011-09-20 23:26

กำลังอยู่ ม.6 ค่ะ
พ่อแม่ก็หวังดีอยากให้มีอนาคต
อยากให้เข้าคณะดีๆ
แต่เราก็ไม่ชอบ ไม่รู้จะมีความสุขกับมันรึเปล่า

แต่ถ้าคิดแต่เพื่อความสุขตัวเอง
แล้วต่อไปมันจะดีรึเปล่า

การตัดสินใจเนี่ย เป็นอะไรที่เหนื่อยมากเลย
คิดๆแล้ว เล่นเอาไม่อยากเป็นผู้ใหญ่เลยนะเนี่ย 55+

#1 By Luntom_jang on 2011-09-20 23:22